
เชื่อว่าหากพูดถึงไฟฉุกเฉิน ทุกคนจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน หรือบางคนอาจจะเรียกกันว่าไฟผ่าหมาก หรือไฟกระพริบ ซึ่งจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยมสีแดงอยู่ตรงกลางระหว่างช่องแอร์ทั้งสองฝั่ง สำหรับการใช้ไฟฉุกเฉินนั้น หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าควรใช้ในกรณีไหนบ้าง บางคนก็อาจจะใช้พร่ำเพรื่อ หรือใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งในส่วนนี้จะต้องบอกเลยว่า เราควรใช้ไฟฉุกเฉินอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเอง ดังนั้นมาดูกันเลยว่า กรณีใช้ไฟฉุกเฉินควรใช้ในตอนไหนบ้าง
ใช้ไฟฉุกเฉินแบบผิด ๆ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจริงหรือไม่?
เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องเกิดคำถามกันอย่างแน่นอนว่า ใช้ไฟฉุกเฉินแบบผิด ๆ เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้จริงหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้จะต้องบอกเลยว่า การใช้ไฟฉุกเฉินแบบผิดจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้จริง ยิ่งในช่วงฝนตกจะยิ่งไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉิน หรือแม้แต่ในตอนข้ามแยกก็ตาม เนื่องจากการใช้ไฟฉุกเฉินในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดจนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ อย่างเช่น ในกรณีฝนตกถนนจะลื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อเราขับขี่รถไปนั้น ละอองของฝนจะเกาะอยู่ตรงกระจกหน้ารถ ส่งผลให้บดบังวิสัยทัศน์ได้มากขึ้น และอาจจะทำให้รถคันอื่น ๆ เข้าใจผิดว่าเปิดไฟเลี้ยวได้ เป็นต้น
ไขข้อสงสัย สถานการณ์ไหนควรใช้ไฟฉุกเฉิน
หลาย ๆ คนที่เพิ่งเป็นมือใหม่หันขับขี่รถยนต์ มักจะเห็นได้เลยว่าบางคันเมื่อจะเลี้ยว หรือในบางครั้งหยุดให้รถคันอื่นไปก่อน ก็จะเปิดไฟฉุกเฉินกันแล้ว จนทำให้หลาย ๆ คนมองว่าไฟฉุกเฉินสามารถเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งในส่วนนี้จะถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก เนื่องจากการเปิดไฟฉุกเฉินแบบผิด ๆ ดังนั้นมาดูกันเลยว่า เราควรเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีไหนบ้าง
- เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน: แน่นอนว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นไฟฉุกเฉิน เราจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างเช่น รถเสียข้างทางจะสามารถใช้ไฟฉุกเฉินได้ เพื่อให้รถคันอื่น ๆ รับรู้ว่ารถของเรากำลังมีปัญหา
- ต้องเบรกกะทันหัน: หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราจะต้องเบรกแบบกะทันหัน ก็สามารถใช้ไฟฉุกเฉินได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการบอกรถด้านหลังให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ และลดความเร็วลงนั่นเอง
การใช้ไฟฉุกเฉินสามารถใช้ได้ไม่ยาก เพียงแต่เราจะต้องทำความเข้าใจว่า ในกรณีไหนสามารถใช้ไฟฉุกเฉินได้ และในกรณีไหนที่ไม่เหมาะกับการใช้ไฟฉุกเฉิน เพื่อขับขี่ได้อย่างปลอดภัยทั้งกับตัวเอง และเพื่อนร่วมท้องถนนด้วยเช่นกัน เพียงเท่านี้เราก็สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด
